“ถ้าเรายังรักกัน…....” เรื่องเล่า จากเบญญา #ตอนจบ

1710 จำนวนผู้เข้าชม  |  Tomboy idol

“แฟนเบญป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ค่ะ เพิ่งเป็นได้ไม่นาน

ก่อนหน้านั้นเราทั้งคู่ก็ต่างเคย พยายามวิ่งหนีความจริงอยู่เหมือนกัน

จนที่สุดก็ต้องยอมรับว่าเออมันใช่จริงๆ”

และนี่คือตอนจบของบทสัมภาษณ์ “ถ้าเรายังรักกัน….” เรื่องเล่า ความรัก

อารมณ์เทาๆ ของ “เบญ - เบญญา กิตติรัตน์”

พอได้ยินคำว่าโรคซึมเศร้า เรามักคุ้นกับมันมากเลยนะ แต่น้อยคนที่จะยอมรับได้


แล้วก็เข้า รับการรักษาอย่างจริงๆ

เบญ : ใช่ค่ะ ตอนแรกก็เป็นแบบนั้น แต่ด้วยความที่เราสนิทกัน อยู่ด้วยกัน

เราคุยกันสม่ำเสมอ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเบญและเค้า (แฟน)

จะรู้ดีว่าต่างคนต่างมีความกดดันอะไรบ้าง
ตอนแรกเบญก็ยังไม่รู้นะ เค้าก็ยังไม่รู้ตัวเหมือนกัน คิดว่าคงเป็นภาวะความเครียดเฉยๆ

แต่มันเริ่มไม่ใช่ตรงที่เบญ พาเค้าไปหาหมอที่โรงพยาบาล ปรากฎว่าโรงพยาบาลทั้งสองที่ที่เราไป

วินิจฉัยออกมาเหมือนกันว่ามี สภาวะโรคซึมเศร้า

จากข้อมูลปัจจุบันพบว่าอัตราผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหรือมีอาการภาวะซึมเศร้า

เพิ่มมากขึ้น ที่น่าตกใจคือผู้ป่วยหลายคน “ไม่รู้ตัว” ว่าตัวเองกำลังเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ หรือรู้แล้วก็ไม่ยอมรักษา

นั่นเพราะสภาวะแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การแข่งขันที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต หรือแม้แต่ความเครียดสะสมของผู้ป่วยเอง

เมื่อเกิดการเก็บกักมานาน อาการของโรคจึงจะค่อยๆ เริ่มปรากฎตัวเด่นชัดขึ้น

เบญ : อย่างเคสของแฟนเบญเอง เค้าจะมีน้ำหนักตัวขึ้นลงผิดปกติ

ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลงไป

คิดถึงแต่ความตาย บางทีก็คิดมากจนนอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไปเลยก็มี

พอเราพาเค้าไปตรวจ

แล้วหมอทั้งสองที่ ระบุมาตรงกันว่าแฟนเป็นโรคซึมเศร้า

ความรู้สึกแวบแรกจริงๆ ….. คือเป็นห่วง จากที่ห่วงอยู่แล้วก็ห่วงมากขึ้นอีกค่ะ

เพราะเรา สังเกตอาการเค้ามาตลอดอยู่แล้ว พอรู้ปุ๊ปเราก็พยายามจะหาทางช่วยกันรักษา

เพราะโรคนี้มันหายได้ และแฟนก็อยากหายจากอาการนี้เช่นกัน


นี่คือด่านที่ยากที่สุดของความรักครั้งนี้ใช่มั้ย ?

เบญ : ถ้าจะบอกว่ายากมันก็ยากนะ เพราะเบญรู้สึกว่าตัวเองต้องมีเหตุผลขึ้นมากเลย

ต้องใช้ความ เข้าใจแบบมากๆ เอาจริงๆ เบญก็ไม่ได้เข้าใจโรคนี้สักเท่าไหร่หรอก

แทบจะไม่เชื่อด้วยซ้ำ แต่มองอีกมุมมันก็ทำให้เบญโตขึ้น ให้ความเข้าใจเค้ามากขึ้น

เพราะคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

เค้าจะมีเอฟเฟ็คท์หรือมีอารมณ์กับบางเรื่องที่มันกระทบจิตใจแบบ x2 หรือ x10 กว่าคนปกติ

สมมุติเรื่องธรรมดาที่เรารู้สึกหรือมีเอฟเฟ็คท์กับมันแค่ 50%

แต่คนที่เป็นโรคนี้เค้าจะไปถึง 100% หรือมากกว่านั้นเลยนะ

แล้วสิ่งที่ยากที่สุดคือเราต้องจัดการอารมณ์ตัวเองให้ได้ พอๆ

กับที่ต้องคอยประคับประคองอารมณ์และความรู้สึกเค้าไปด้วย มันยากแต่เพราะเป็นเค้า

เราก็อยากเข้าใจเค้าให้ได้ (ยิ้ม)


แล้วมันเป็นอุปสรรคที่จะเดินด้วยกันหรือเปล่า?

เบญ : ไม่เลยค่ะ เบญมองว่ามันคือบททดสอบด้วยซ้ำ ที่จะพิสูจน์ได้ว่าเรารักกันจริงๆ หรือเปล่า

เบญว่าหลายคู่อาจจะไม่ได้เจอเรื่องราวแบบเบญนะ

มันน้อยมากและถ้าไปมองดูบางคู่ก็เลิกรากันไป

เพราะปัญหานิดเดียว แต่พอเบญมาเจอกับตัวเอง มันต้องมองข้ามสิ่งที่เป็นอุปสรรคไป

แล้วไปโฟกัส ที่เรารักกัน เราก็สามารถดูแลกันได้นะ ยิ่งอาการเค้าทุเลา เรายิ่งดีใจ

นี่ล่ะที่เบญว่ามันคือความรัก (ยิ้ม)


ถ้าตอนนี้หลายคนกำลังเจอปัญหาความรักล่ะ แล้วไม่รู้จะเอายังไงกับความรักครั้งนี้ดี เบญอยากจะบอกอะไร?

เบญ : ตลอดเวลาเบญคิดเสมอว่า “ถ้าเรายังรักกัน ถ้าเรายังอยากมีกันเราจะผ่านทุกอย่างไปด้วย กันได้”
ทุกวันนี้เบญกับแฟนจะกอดและหอมแก้มกัน

ทุกวันก่อนออกไปทำงานทุกเช้า มันคือ ข้อตกลงที่เราให้กันไว้

เพราะเราไม่รู้ว่าวันไหนจะเกิดอะไรขึ้น เราเลยอยากทำทุกวันให้มันดีที่สุด

ไม่อยากมานั่งเสียดายในวันที่มันทำอะไรไม่ได้แล้ว

หลายอย่างเราสัมผัสได้ว่าเรื่องเล่าของเบญ ไม่ได้ราบเรียบเสมอไป

แต่ทุกครั้งที่มีหลุม หรือบ่อระหว่างทางเดิน เรากลับรับรู้ได้ว่าเบญพร้อมจะสนุก

เรียนรู้และกระโดดข้ามมันไปได้
ทุกวันนี้เบญใช้เวลาที่มีไปกับงานที่ชอบ

ศิลปะที่อยู่ในสายเลือด แมวหนึ่งตัวที่รักมากชื่อว่า “กันฝุ่น” (เลี้ยงทั้งๆ ที่เป็นภูมิแพ้ฝุ่น)


และความรักครั้งนี้ที่เบญเอ่ยปากบอกเอง ว่ามันมีเรื่องที่ยากที่สุดอยู่

แต่ “ถ้าเรายังรักกัน…” ใช่ครับ ถ้าความรักยังมี ถ้าเรายังรักกันอยู่

เราจะผ่านทุกอย่างไป ด้วยกัน!

ความรักของคุณล่ะ เจอเรื่องยากที่สุดที่พร้อมจะผ่านไปด้วยกัน หรือยัง ?
 
© Pazzo Man
ติดตามเรื่องราวดีดีจากเรา
คลิ๊ก
 

Powered by MakeWebEasy.com